Tuesday, 15 December 2009

Smart Grid

Smart grid

ระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ


ในปัจจุบันกระแสเรื่องราคาน้ำมัน ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้ ทำให้ค่าใช่จ่ายด้านการเดินทางและราคาสินค้าต่าง ๆ ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ การทำมาค้าขายต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะคาดคะเนต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ง่าย เหมือนแต่ก่อน ซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายในวงการน้ำมันล้วน ฟันธงว่า นับแต่นี้ไป ราคาน้ำมันแบบนิ่งๆ จะไม่มีอีกแล้ว มันจะแกว่งไปแกว่งมา จนกว่าพลังงานทางเลือกอื่นๆ จะเข้ามามีสัดส่วนที่พอเหมาะ ถึงจะทำให้โลกมี เสถียรภาพเรื่องราคาพลังงานได้ อันที่จริง ประเทศยักษ์ใหญ่ที่บริโภคน้ำมันไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา และ ยุโรปกำลังจะหันหน้าหนีการพึ่งพิงน้ำมัน ถ้าจะเห็นได้จาก การลงทุนเมกะโปรเจคต์ใหญ่ๆ ทางด้านพลังงานทางเลือกและการประหยัดพลังงาน

อย่างในสหรัฐอเมริกาก็มี แผนการใหญ่ที่จะปลดตัวเองออก จากน้ำมันที่เรียกว่า Alternative Energy Initiative ซึ่งเพิ่งผ่านรัฐสภา ไปไม่นานมานี้นั้น ทั้งนี้ การใช้ พลังงานให้มีประสิทธิภาพ หรือการใช้พลังงานอย่างฉลาด เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันลงได้ เพียงไม่กี่วันที่ Barack Obama เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ออกมาแถลงแผนการที่จะใช้งบประมาณมูลค่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดำเนินโครงการประหยัดพลังงาน และสนับสนุนพลังงานทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำมัน แผนการนี้ยังรวมไปถึงการปฏิวัติระบบสายส่งกระแสไฟฟ้าให้ทันสมัยติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Meter) ในบ้านทั้งหมด 40 ล้าน หลังคาเรือน โครงการนี้จะช่วยทำให้การลงทุนในแหล่งพลังงานทางเลือกสามารถดำเนินต่อไปได้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้

ระบบการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้า ในปัจจุบันนั้น ยังเป็น ระบบเดิมซึ่งใช้เทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นเมื่อประมาณ 125 ปีที่ แล้ว นับตั้งแต่มีการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าครั้งแรกก็ยังไม่เคยมีการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆ เกิดขึ้นเลย ระบบการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าที่เรียกว่าระบบกริด (Grid) นี้เป็นการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้า แบบทิศทางเดียว (One Way Communication) คือ จากเครื่อง ผลิตกระแสไฟฟ้า (Generator) จ่ายกำลังไฟฟ้าออกมาแล้ว ส่งผ่านสายส่ง (Transmission Line) และระบบจำหน่ายไฟฟ้าย่อย (Distribution System) ไปยังผู้ใช้ปลายทาง ซึ่งการส่งจ่าย ระบบไฟฟ้าในรูปแบบนี้ ทำให้เกิดความสูญเสีย (Loss) ขึ้น ในระบบไฟฟ้าเป็นอย่างมากเนื่องจากระยะทางในการส่งจ่าย ที่ไกลจากการใช้งาน นอกจากนั้นยังมีความยุ่งยากในการ ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ในการแก้กระแสไฟฟ้า ขัดข้องเนื่องจากไม่รู้ตำแหน่งที่เกิดความผิดพลาดขึ้นในระบบ จ่ายไฟ การจดหน่วยมิเตอร์ไฟฟ้านี้ ต้องส่งพนักงานออกไป เพื่อจดบันทึกการใช้งานซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองแรงงานเป็น อย่างมาก อีกทั้งระบบจำหน่ายไฟฟ้าแบบนี้อาจมีการโกง ต่อไฟฟ้าที่ใช้ได้ โดยการไฟฟ้าไม่สามารถตรวจสอบได้ ระบบ ส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่จะมาเปลี่ยนรูปแบบการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้มี ความทันสมัยมากขึ้น และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

หลายท่านคงยังไม่ทราบว่าระบบส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าอัจฉริยะจะสามารถเปลี่ยนรูปแบบการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้มี ความทันสมัยมากขึ้น และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ดังนั้นผู้เขียนจะบอกความหมายของระบบส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าอัจฉริยะเป็นการส่งกำลังไฟฟ้าแบบเทคโนโลยีดิจิตอลสองทิศทาง จากเครื่องผลิตไฟฟ้าไปยังผู้บริโภคและสามารถที่จะควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของผู้บริโภคเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือและเพิ่มความโปร่งใส ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะจะมีระบบติดตามอัจฉริยะที่ติดตามกระแสไฟฟ้าที่ไหลในระบบทั้งหมด ยังร่วมการใช้สายส่งชนิดที่เป็น Superconductive เพื่อลดค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานทางเลือกอื่น ๆ ของการไฟฟ้า เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อถึงช่วงเวลาที่ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะสามารถเปิดเครื่องใช้ภายในบ้านที่เลือกไว้ เช่น เครื่องซักผ้า และเมื่อเวลาที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดจะสามารถปิดเครื่องที่เลือกไว้เพื่อลดความต้องการ

ในการวางระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ สำหรับระบบไฟฟ้านั้น โดยจะต้องทำการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟทั้งหมด ให้เป็น Smart Meter ซึ่งจะทำให้ผู้จ่ายไฟฟ้า สามารถที่จะ รู้การใช้ไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลัง โดยไม่ต้องส่งพนักงาน ออกไปเก็บบันทึกเหมือนในอดีต โดยการไฟฟ้าสามารถดูสถิติ การใช้ไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลังได้จากหน้าจอภาพคอมพิวเตอร์ แบบ Real Time ซึ่งหากผู้ใช้ค้างชำระเกินกำหนด ผู้จ่ายไฟ สามารถสั่งระงับการจ่ายไฟฟ้าจากระยะไกลได้ หรือสั่งให้มี การจ่ายไฟตามปกติได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปหน้าบ้านของ ผู้ใช้เลย การใช้ Smart Meter ทำให้ผู้จ่ายไฟรู้ภาวะความ ต้องการไฟฟ้าอย่างเรียลไทม์ มีการจัดการกระแสไฟฟ้าได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการล้มเหลวของโหลด หรือ หม้อแปลงระเบิดให้น้อยลง ผู้ใช้ไฟฟ้าเองก็สามารถที่จะ รู้ค่าไฟฟ้าสะสมที่เกิดขึ้นจากตัวมิเตอร์หรือเข้ามาดูทาง อินเตอร์เน็ต นอกจากนั้นยังสามารถคำนวณค่าไฟฟ้าในช่วงเวลา ที่ต่างกันได้และสามารถกำหนดให้มีราคาที่ต่างกันได้ เช่น ช่วงหัวค่ำก็คิดแพงๆ หน่อย ดึกๆ ถึงเช้ามืดก็คิดแบบถูกๆ คนใช้ก็รู้ราคาและสามารถเช็คได้โดยตรงจาก web site เลย นอกจากนั้นอาจจะใช้ระบบ Pre-paid คล้ายๆ การเติมเงิน ของโทรศัพท์มือถือก็ย่อมได้ ลูกค้าอาจอาศัยช่วง Promotion ไปซื้อบัตรเติมเงิน เพื่อใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ราคาถูกๆ เช่น ช่วงหน้าฝนน้ำในเขื่อนเยอะก็ใช้เยอะได้ แต่ช่วงน้ำน้อยก็มี Promotion แบบอื่นๆ เช่น ให้ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่คนใช้น้อย เป็นต้น ระบบการจำหน่ายไฟฟ้าจะกลายเป็นของทันสมัย แบบอินเทรนด์ การเข้ามาของระบบจำหน่ายไฟฟ้าอัจฉริยะจะทำให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ทางด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

รูปที่ 1 การทำงานของระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ

จากรูปที่ 1 แสดงองค์ประกอบของระบบไฟฟ้าอัจฉริยะโดยที่ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะนั้นจะต้องสามารถที่จะจัดการ ค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้า สามารถวิเคราะห์ความผิดพร่อง สามารถที่จะนำระบบที่เกิดปัญหากลับสู่สภาพเดิมได้

จะเห็นได้ว่าระบบไฟฟ้าอัจฉริยะนั้นจะเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะทำให้ระบบไฟฟ้ามีความน่าเชื่อเพิ่มมมากขึ้น และลดความผิดพลาดจากมนุษย์ได้ ดังนั้นถ้าระบบไฟฟ้าอัจฉริยะนั้นได้ถูกนำมาใช้งาน อาจจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลง และเป็นผลดีกลับผู้บริโภคที่จะได้ใช้พลังงานไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงก็เป็นได้ แต่ข้อเสียนั้นอาจจะทำให้ประชาชนที่ทำงานทางด้านระบบไฟฟ้าอาจจะตกงานได้เนื่องจากความต้องการคนอาจจะน้อยลง เพราะส่วนใหญ่นั้นจะใช้แต่ระบบคอมพิวเตอร์ในการทำงานเกือบทั้งหมด

ผิดพลาดประการใดของอภัยด้วยนะครับ.

References

http://en.wikipedia.org

Jame A. Momoh 'Smart Grid Design for Efficient and Flexible Power Networks Operation and Control'

Richard E. Brown 'Impact of Smart Grid on Distribution System Design'

www.energy.go.th

Suttinan Buttayk


Friday, 11 September 2009

รถพ่วง 18 ล้อ หลุดขวางทางรถไฟ

วันที่ 11 กันยายน 2529 เมื่อเวลาประมาณ 12.45 น. บริเวณทางรถไฟ ระหว่างสถานีหนองปลาไหลกับสถานีบางจาก เกิดเหตุรถบรรทุก 18 รถซึ่งบรรทุกเสาไฟฟ้ามา กำลังจะข้ามทางรถไฟ เกิด พ่วงติดรางรถไฟ ทำให้รถไฟขบวน 261 BKK-HunHinไม่สามารถผ่านตรงบริเวณ นั้นได้จึงทำให้ต้องเสียเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในการขนย้ายออกจากบริเวณที่เกิดเหตุ

DSC00811 DSC00810 DSC00804

พระเอกของเราในงานนี้ ซึ่งเป็นรถที่กำลังขุดดินอยู่บริเวณนั้น

DSC00815

งานนี้ถ้ารถไฟเบรกไม่ทันนั้นอาจเป็นอุบัติเหตุที่รุนแรงก็ได้ เพราะบริเวณพื้นที่นั้นรถไฟกำลังทำความเร็วค่อนข้างสูง

สุดท้ายนี้ ผมได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง

Friday, 31 July 2009

My location Thailand

Map picture

Thailand

Thursday, 30 July 2009

ทดสอบการใช้ Windows Live Writer เขียนบล็อก

bmw-f650gs

ทดลองใช้ windows live writer เขียน blog

Saturday, 18 July 2009

การสอบครั้งแรกในระดับปริญญาโท

หลังจากที่ไม่ได้อัฟบล็อก ตั้งนานเนื่องมมาจากไม่ค่อยมีเวลา หลังจากเรียนจบปริญญาตรีมา ก็เริ่มทำงานวิจัยกับอาจารย์ อาจารย์ให้ฝึก การใช้งาน Micro DSPIC 30F2010 หัดเขียนอยู่ได้สักพักนึ่ง ก็มีงานอะไรต่าง ๆ มากมาย มาให้ลองเล่น ลองฝึกดู แต่ก็ยังงู ๆ ปลา ๆ อยู่เลย เวลาผ่านมาไวมาก ก็ถึงเวลาที่จะต้อง สอบเก็บคะแนนแล้ว วันนี้เองซึ่งเป็นวันสอบวิชา Computer Method for Power system สอบตั้งแต่ 9.30 - 17.00 ใช้เวลาในการสอบมากมาย ไม่เคยสอบอะไรแบบนี้มาก่อนเลย สุดยอดจริง เรียนปริญญาโทเนี่ย รู้สึกว่าตัวเราเองมีความกดดันอยู่มาก เพราะต้องทำเกรดเฉลี่ยให้ได้ไม่น้อยกว่า 3.00 มิฉะนั้นเดี่ยวโดนทาย

Friday, 27 March 2009

ใช้ software ถูกสิขสิทธ์กันเถอะ

ในปัจจุบันราคาคอมพิวเตอร์มีราคาต่ำลงกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ราคา software ก็มีราคาถูกลงเหมือนกัน แต่ราคาก็ยังสูงอยู่ดี ดังนั้นในบทความนี้จะกล่าวถึงการใช้ software ถูกต้องและฟรีด้วย หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยิน OS ที่ชื่อว่า OpenSUSE 11.1 ซึ่งเป็น linux ชนิดหนึ่ง ที่ใช้งานได้ง่ายมาก และมีโปรแกรมที่รองรับการทำงานต่าง ๆ ที่ครอบคลุมสำหรับผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไป ได้อย่างสบาย ในตอนนี้เรามาดู การใช้งานบางอย่างของ SUSE กัน
เริ่มทำการติดตั้ง OpenSUSE 11.1



ขณะติดตั้ง



เซฟค่าหลังจาก ตั้งค่า Network




หน้าตาการอัปเดต Driver ต่าง ๆ



หลังจากลง OpenSUSE 11.1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่นี้มาดู VDO การใช้งานกันบ้าง


Saturday, 31 January 2009

ภูกระดึงหลังปีใหม่ ### ตอนที่ 3 ###

ตอนนี้ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายแล้วสำหรับทริปในครั้งนี้ วันนี้เป็นวันที่เดินทางกลับแล้วไม่น่าเชื่อเลยเวลาผ่านไปเร็วมาก ดูเหมือนเที่ยวไม่ค่อยเท่าไรเลยก็ต้องกลับซะแล้ว แต่ไม่เป็นไร งานเลี้ยงยังมีวันที่เลิกลา นั้นการพักผ่อนก็ต้องมีวันที่สินสุดเหมือนกัน
วันนี้ตื่นแต่เช้า ล้างหน้าจัดการภาระกิจของตัวเองเรียบร้อย จากนั้นก็กลับมาเก็บที่นอนเพื่อที่จะนำไปคืนเจ้าหน้าที่ เมื่อเอาไปคืนเจ้าหน้าที่เสร็จก็จะได้รับบัตรประชาชนคืนมา จากนั้นก็นำกระเป๋าไปที่ชั่งน้ำหนัก โอ้...ลืมบอกไปว่าเมื่อวานเจ้าหน้าที่จะประกาศถามว่าใครต้องการลูกหาบให้มาติดต่อ ถ้าไม่ไปติดต่อจะไม่มีลูกหาบให้นะครับ ควรทำตามเจ้าหน้าที่บอก เมื่อส่งกระเป๋าให้ลูกหาบเสร็จก็เตรียมเดินลงแล้วครับ ผมเริ่มเดินลงมาตั้งแต่ 8.30 น. เดินลงมาเรื่อยๆ สบาย ๆ แต่รู้สึกตึง ๆ ขา จากที่เมื่อวันที่ 2 เดินหนักและเดินเร็ว แต่ก็ไม่เป็นไรเดินลงมาเรื่อยถึงที่ทำการด้านล่างประมาณ 12.00 น. โดยที่แวะทานข้าวที่ซำแฮกประมาณ 30 นาที เมื่อลงมาถึง ลูกหาบก็ลงมาถึงพร้อม ๆ กันโชคดีไม่ต้องรอนาน จากนั้นก็ไปรับกระเป๋าจ่ายเงินให้ลูกหาบ 105 บาท เท่ากับขาขึ้นไป จากนั้นก็นำขยะที่มัดจำไว้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเอาเงินมัดจำคืน และไม่เอาใบประกาศผู้พิชิตภูกระดึงโดยต้องเสียค่าธรรมเนียม 20 บาท เมื่อทำอะไรเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่รอคอยแล้วครับ... ก็คือการอาบน้ำอ่ะครับหลังจากที่เมื่อวานไม่ได้อาบน้ำเลยลงมายังไงก็ต้องอาบให้ได้อ่ะครับน้ำข้างล่างเย็นน้อยกว่าข้างบน เวลาอาบก็พอทนได้ครับ
บริเวณด้านล่างอุทยานแห่งชาติภูกระดึง


ก่อนกลับขอแสดงความสำเร็จอีกสักหน่อย

หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก็คิดว่าจะไปขึ้นรถที่ขอนแก่นเพื่อที่จะด้ถึงกรุงเทพเช้า แต่ถ้านั้งรถกลับที่ผานกเค้า รถจะไปถึงดึก จะกลับบ้านลำบาก (คือไม่อยากขึ้นแทกซี่) ก็เลยจะไปต่อรถที่ขอนแก่นเพื่อเข้ากรุงเทพ การขึ้นรถไปจังหวัดขอนแก่นนั้นก็แสนสบายโดยที่ ให้รถสองแถวมาส่งที่ท่ารถภูกระดึงจากนั้นก็รอรถเมล์สาย เลย-ขอนแก่น มา (รถมีทุก 30 นาที) ซึ่งขอบอกไว้ก่อนว่าระยะทาง 130 กิโลเมตรโดยประมาณ รถสามารถทำเวลาได้เยี่ยมมาก โดยใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงเลยที่เดียว ถ้าใครรีบก็ต้องทำใจอ่ะครับ ค่ารถโดยสารนั้น 85 บาทครับ ถึงมันจะช้าแต่ก็ได้รู้ถึงบรรยายการคนที่โดยสารไปกับรถเหมือนกัน รถจะจอดเวะตามจุดใหญ่ๆ เช่น อำเภอชุมแพ ๆลๆ นั้งมาเรื่อยจนถึงขอนแก่นประมาณ 17.30 น. เมื่อมาถึงขอนแก่นก็งงสิครับ ไม่เคยมาเองเลย เคยมาครั้งหนึ่งนานมากแล้วมารถส่วนตัวเอง พอมาถึงจะตีตั้วเข้ากรุงเทพ ตรงไหนก็ไม่รู้ แต่ใจอยากนั้งรถไฟกลับ แต่ข้อมูลไม่ได้เตรียมมาแล้วครับ จากบขส.ขอนแก่นไปสถานีรถไฟยังไงก็ไม่รู้ รถไฟมีรอบกี่โมงก็ไม่รู้ ตั้วจะเต็มรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไรไปตายเอาดาบหน้าก็ได้ ก็อาศัยมิตไมตรีถามคนแถวนั้นซึ่งคนแถวนั้นก็ใจดีเต็มใจบอกทุกคน (จริงๆ ก็เหมารถไปก็ได้แต่ใจผมไม่อยากเหมาไปเพราะกลัวโดนฟันเห็นเราแปลกถิ่นคิดว่าโดนแน่ๆ) เค้าเลยบอกให้รอรถสองแถวที่เขียนว่าสถานีรถไฟ นั้นเละไปได้เลยผมก็รอสักพักรถก็มา แต่ก็ขึ้นถามสักที่เพื่อความแน่ใจ ค่ารถสองแถว คนละ 8 บาท เมื่อถึงสถานีรถไฟก็ไปจองตั้วแต่ดูรอบรถแล้วมีถึง 3 รอบที่จะเข้ากรุงเทพตั้งแต่ 2 ทุ่ม 3 ทุ่ม และ 4 ทุ่ม โดยที่รอบ 4 ทุ่ม เป็นรถไฟฟรี แต่ผมเลือกรอบ 3 ทุ่ม ชั้น 2 เพราะจะได้หลับสบายหน่อยกลัวชั้น 3 เต็ม และนอนไม่สบาย ราคารถไฟซึ่งเป็นรถด่วนที่นั้งละ 329 บาท ซึ่งรถไฟรอบนี้จะไปถึงกรุงเทพ 6 โมงเช้า แต่ผมนั่งรถไฟเป็นประจำรู้อยู่แล้วว่าต้องช้า แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิด ไปถึงกรุงเทพ 8 โมงกว่าเลย ดีนะที่ขึ้นรอบนี้ถ้ารอขบวนฟรีสงสัยถึงเที่ยงแน่ แต่ก็เข้าใจระบบรถไฟในบ้านเราเพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐน้อย เก่า เสียบ่อย มันก็ต้อง ช้าเป็นธรรมดา จากนั้นก็กลับถึงกรุงเทพโดยสวัสภาพ ทริปนี้ใช้เงินไปตกคนละ 2000 กว่าบาท ถือว่าไม่เยอะมาก เพราะกินอย่างสบาย (ถ้ากินประหยัดกว่านี้อาจจะลดได้ประมาณ 300 ได้) ไป 2 คนนะครับ ถ้าไปคนเดี่ยวคนแพงกว่านี้

บขส.อำเภอชุมแพ

บริเวณสถานีรถไฟขอนแก่น

ป้ายประเพณี

บริเวณชานชลาสถานีรถไฟขอนแก่น

ภายในตู้รถไฟชั้น 2 ชนิดพัดลม

สุดท้ายนี้การรีวิวในครั้งนี้อาจมีการพิมพ์ตกหล่นไปบ้าง พิมพ์ผิดบ้าง ก็ของอภัยมา ณ ทีนี้ด้วย ผมจะพยายามที่จะทำให้ดีขี้น ทั้งนี้ขอขอบคุณทุกคนที่ได้คุยกันระหว่างทาง ที่ให้ความช่วยเหลือกัน และที่ติดตามบทความนี้มาถึงตอนสุดท้าย

ขอบคุณครับ....

Friday, 30 January 2009

ภูกระดึงหลังปีใหม่ ### ตอนที่ 2 ###


ในตอนที่ 2 นั้นจะเสนอ วันที่ 2 ที่อยู่บนภูกระดึง หลังจากเมื่อคืนนอนเต็มอิ่มมาก ๆ อากาศข้างบนนั้นเย็นมาก ๆ ห่มผ้านวมยังรู้สึกหนาวเลย แต่ก็นอนหลับจากอาการเมื่อยล้า จากการนั้งรถ พอตื่นมาประมาณ
7.00 น. ก็เดินไปล้างหน้าล้างตา แต่ไม่ได้อาบน้ำนะ(เพราะถ้าอาบสงสัยจะแข็งตายอยู่ในห้องน้ำแน่ เพราะน้ำเย็นมาก ๆ) เมื่อทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จก็จัดของเพื่อเตรียมเดินทางไกล วันนี้จะเดินไปทางน้ำตกต่าง ๆ แล้วไปสินสุดที่ผาหล่มสัก(ตามแผนที่) เพื่อดูพระอาทิตย์ตกดิน แต่ก่อนเดินทางนั้นก็ต้องไปหาอะไรทานก่อน เดี่ยวจะเป็นลมซะก่อน ราคาอาหารด้านบนนั้นค่อนข้างแพง แต่ก็เข้าใจเพราะยากลำบากในการแบกขึ้นมา แต่แนะนำสำหรับผู้ที่จะมาควรติดน้ำดื่มมาก็ดีเหมือนกัน ไม่ใช้ว่าข้างบนไม่มีขายนะครับ แต่ราคามันแพงนะครับ (ขวด 1.5 ลิตร 45 บาท ขวด 0.6 ลิตร 25 บาท) เมื่อทานอาหารเสร็จก็จัดการซื้อขนมเพื่อเตรียมเดินทาง แต่ที่บริเวณร้านอาหารมีน้องกวางมาหาอาหารจากนักท่องเที่ยวด้วยครับ

แผนที่ เส้นทางบนยอดภูกระดึง

บริเวณร้านอาหารบนภูกระดึงยามเช้า

อาหารเช้า กับข้าวผัดที่หน้าทานที่ราคา 45 บาท

กวางที่แถวบริเวณร้านอาหาร

สามารถให้อาหารมันได้
จากนั้นก็เตรียมตัวที่จะไปผาหล่มสักโดยใช้เส้นทางน้ำตก เส้นทางน้ำตกนั้นจะให้ผ่านได้ตั้งแต่ 8.00-15.00 น. เพราะเป็นเส้นทางหากินของสัตว์ป่า เวลาเดินไปจะพบป้ายเตือนเป็นระยะ ระยะ
ระวังกันหน่อยนะครับ

ป้ายบอกจะมีไปตลอดทางไม่ต้องกลัวครับ

สภาพเส้นทาง ทางเดินอากาศดีมาก มีวิวสวย ๆ ให้ได้ถ่ายรูปด้วย

หลังจากที่เดินชมน้ำตกแล้วแต่ไม่ได้เอารูปลงเนื่องจากน้ำไม่ค่อยจะมีเลยเห็นแต่หินเท่านั้น เส้นทางภาพในน้ำตกจะเป็นป่าเกือบตลอดแต่มีเส้นทางให้เดิน เงียบมากได้ยินแต่เสียงธรรมชาติ เป็นการพักผ่อนสำหรับคนเมืองกรุงอย่างผมได้เป็นอย่างดีเลย หลังออกจากน้ำตกไม่แล้ว เดินมาอีกสักพักก็ถึงสระอโนดาด ซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ตรงสระอโนดาดนี้อากาศดีมากจริง ๆ นะครับ ผมได้แวะพักประมาณ 15 นาที ครับ ต่อจากนั้นก็เดินทางต่อ เส้นทางต่อมาเป็นทางเปิดรอบด้านมาต้นไม้ เห็นบรรยายกาศธรรมชาติได้ดีมีเส้นทางที่ใหญ่ เพราะจะมีพวกที่ขี่จักรยานด้วย ถ้าช่วงคนเยอะก็ระวังด้วยนะครับ

สภาพทางเดินบริเวณน้ำตกมีบันไดเล็กน้อย

สระอโนดาด

เส้นทางจากสระอโนดาดไปผาหล่มสัก


ถึงแล้วผาหล่อมสักเดินมาประมาณ 4 ชั่งโมง กับเกือบ 10 กิโลเมตร

ผาหล่มสัก

จุดขายของที่นี่ ผมไปสามารถถ่ายโดยไม่ติดใคร

อีกสักรูป

มองสุดหูสุดตา

ห้องน้ำบริเวณผาหล่มสัก

ยามเย็นผู้คนเริ่มมากขึ้น


เวลาที่สวยที่สุด (หรือเปล่า...)

สุดท้ายกับวันนี้

คลิปบริเวณผาหล่มสัก (ถ่ายด้วยมือถือ)

หลักจากชมพระอาทิตย์ตกดินแล้ว ผมก็รีบเดินกลับทันที่โดยที่เดินกับมาก่อน ไม่ได้เดินกลับมากับพวกคนอื่นระยะทาง 9 กิโลกว่า ๆ นั้น ผมเดินด้วยความรวดเร็วเพราะทั้งมืด และเปลียว ทำให้ผมรีบเดินผมเดินมาถึงที่พัก ประมาณ 2 ทุ่ม ซึ่งผมเดินมาถึงก่อนจักรยานเสียอีก ผมยังงงเลยว่าเดินมาได้ยังไง 9 กิโลกว่า ๆ กับ 2 ชั้วโมง ใครที่จะดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ควรจะนำไฟฉายติดตัวไปด้วยเพราะเวลาเดินทางกลับมันจะมืดมากและควรเตรียมถ่ายสำรองไปด้วยเผื่อไฟหมดระหว่งทาง เมื่อผมมาถึงที่พักผมก็ไปกินอาหาร และล้างหน้าล้างตาเข้านอน เพราะพรุ่งนี้จะเตรียมตัวกลับแล้ว กลับมาล้างแต่ขาน้ำก็ยังไม่ได้อาบเหมือนเดิม 1 วันเต็มที่ไม่ได้อาบน้ำเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ แต่ถึงจะเหม็นยังไงก็ยอมเพราะแค่ล้างขาก็ชาแล้ว ถ้าไปอาบน้ำมีหวังโดนหามลงมาแน่ อิอิ...

Tuesday, 27 January 2009

ภูกระดึงหลังปีใหม่ ### ตอนที่ 1###

หลังจากช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมไม่ได้มีโอกาศไปเที่ยวไหนเลย ทั้งไม่รุ้ว่าจะไปไหนและไม่อยากไปเบียด กับใครเพราะรู้อยู่แล้วว่าช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาคนเยอะขนาดไหน ดังนั้นผมจึงไม่ได้ออกไปเที่ยว ต่อจากนั้นเปิดเทอมมาหลังจากหยุดปีใหม่ก็รู้ว่า มหาวิทยาลัยจะหยุดในวันที่ 10-18 ม.ค. เนื่องจากการแข่งขันกีฬามหาลัย ก็เลยมีความคิดที่จะไปเที่ยวเกิดขึ้น กอปกับช่วงนั้นอากาศก็แสนจะหนาว เหมาะสำหรับไปเที่ยวภาคเหนือหรือไม่ก็อีสาน ตอนแรกก็ดู ดูว่าจะไปที่ไหนดีพอดูไปดูมาแล้ว ก็คัดมา 2 ที่ ที่น่าสนใจสำหรับผม ระหว่างเชียงคานและภูกระดึง ในจังหวัดเลยเหมือนกัน ที่เลือกเชียงคานเพราะดูเป็นเมืองที่เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนที่ดี แต่ภูกระดึงก็อยากจะไปดูสักครั้ง อยากจะพิชิตภูกระดึงดู เดี๋ยวพอแก่ตัวไปเดี๋ยวจะเดินไม่ไหว ประจวบเหมาะกับอุณหภูมิที่จังหวัดเลยนั้นมีอุณหภูมิหนาวมาก และที่ภูกระดึงนั้นถึงกับเกิด แม่คนิ้ง เลยอยากจะไปพิสูจน์ความหนาวเย็น เลยเลือกไปที่ ภูกระดึง ก็เลยวางแผนจัดเตรียมหาข้อมูลที่จะไป การไปเที่ยวครั้งนี้ได้ไปในวันที่ 12-16 ม.ค. 52 ที่ผ่านมา
เริ่มต้นจากการไปจองตั้ว กรุงเทพ-ผานกเค้า รอบ 22.35 น. ซึ่งเป็รรถ VIP 32 ที่นั้ง ราคา 418 บาท ที่เลือกรอบนี้เพราะ จะได้ไปถึงที่ผานกเค้าเกือบเช้าจะได้ไม่ต้องไปนั้งรอ
พอซื้อตั้วเสร็จก็กลับบ้านมานอนเอาแรง เพราะคืนนี้รถจะออกกลัวจะนอนไม่หลับ เพราะไม่ค่อยชอบนอนในรถ ไปถึงหมอชิตเวลา 19.00 น. เดินหาอะไรกินหน่อยรอท้อง เพื่อขึ้นรถไปจะหิว แต่ไม่อย่างนั้นเลย พอขึ้นรถไปของแจกมากมาย เริ่มจากน้ำ ขนม นม และยังเหลือหางตั้วอีก 15 บาท เพื่อไปแลกที่จุดพักรถแถวปากช่อง
ระยะห่างระหว่างที่นั้งกว้างพอสมควร นั้งสบาย
รถเริ่มออกจากหมอชิตแล้ว

เมื่อถึงที่ผานกเค้า ก็ลงมาเอากระเป๋า แต่เมื่อลงมา ก็เกิดอาการหนาวมาก พูดควันออกปากเลยถุงมือที่ใส่อยู่เอาไม่ไหวครับ เลยต้องไปซื้อถุงมือมาใส่ใหม่ที่ให้ความอบอุ่นมากกว่านี้ ก็เลยโดนไป 80 บาท หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวที่ร้านเจ็กิม ซึ่งอยู่บริเวณนั้น ร้านนี้รับจองตั้งรถทัวร์ด้วย
บรรยายกาศร้านเจ๊กิมมีผู้คนพอสมควร

พอล้างหน้า ล้างตาทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จก็เตรียมตัวจะไปขึ้นรถสองแถวเพื่อที่จะไปภูกระดึง ก่อนไปนั้นอย่าลืมถ่ายรูป ผานกเค้า ด้วยนะครับแสงกำลังสวยเช้าอย่างนี้
ผานกเค้ายามเช้า
จากนั้นก็นั้งรถสองแถวไปภูกระดึงรอให้คนเต็มก่อนแล้วค่อยไปจะคนละ 20-25 แล้วแต่คน แต่ถ้าจะเหมาไปก็ 200 บาทนั้งรถสองแถวประมาณ
15 นาที ก็ถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ในตอนนั้งรถนั้นอากาศหนาวมาก ถ้าใครจะไปช่วงหน้าหนาวนั้นควรจะเตรียนเสื้อหนาวให้ดีที่สุด เพราะมันหนาวจึง ๆ
เมื่อมาถึงภูกระดึงแล้วก็ลงไปจองเต็นท์กับเจ้าหน้าที่ เลือกขนาดเต๊นท์ตามใจชอบ ราคามีตั้งแต่ 225-500 บาท ส่วนผมได้จองขนาด 2-3 คน
ราคา 225 ต่อคืน จอง 2 คืนราคา 450 บาท แล้วก็จ่ายเงินกับเจ้าหน้าที่พอทั้งรับใบเสร็จเพื่อที่จะเอาใปเสร็จไปยืนยันด้านบนว่าเราจ่ายตั้งแล้ว
ต่อจากนั้นก็เดินไปจุดบริการลูกหาบเพื่อที่จะจ้างแบกของขึ้นไป ราคาก็กิโลละ 15 บาท ของผม 2 คน ซัดไป 7 โล แล้วก็เดินไปเสียค่าเข้าอุทยาน ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท และนักเรียนนักศึกษา 20 บาท(โชว์บัตรให้เจ้าหน้าที่ดู) แล้วถ้าเกิดเรามีขวดน้ำหรือวัสดุที่จะทำให้เกิดขยะเรากต้องไปมัดจำขยะของเรากับเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะขึ้นด้านบนและถ้าเก็บขยะลงมาได้ 1 กิโลกรัมขึ้นไป เราก็จะได้ใบประกาศ
ก่อนที่จะขึ้นต้องผ่านทางนี้
เมื่อหันหลังกลับไป
ก่อนจะขึ้นไหว้สิ่งสักสิทธิ์ขอพรให้คุ้มครองระหว่างที่เที่ยว
ดูแผนที่ก่อนจะขึ้น จะได้วางแผนการเดินที่ถูกต้อง
การทำงานที่หนักของพวกเค้าเป็นเบื้องหลังของพวกเรา
ป้ายก่อนขึ้นภูกระดึง
เส้นทางข้างหน้าดูแล้วไม่ยากนักดูทางแล้วน่าจะผ่านได้สบาย ไม่เห็นเหนื่อยเลยก่อนถึงซำแฮกผมคิดว่าเหนื่อยเป็นอันดับ 2 ของที่นี่ เพราะทางค่อนข้างชั้นแต่มีบันไดก็ยังดีขึ้นหน่อย
อีก 200 เมตร ทำไมมันไกลจังยิ่งเดินยิ่งเหนื่อยทำไมมันไกลจังเลยไอ้ 200 เมตรนิ

ถึงแล้วซำแฮก แฮกตามชื่อจริง
แต่ก็เจอบรรยายกาศอย่างนี้ก็หายเหนื่อยเลย

แล้วก็เดินต่อไป ทางเดินต่อไปค่อนข้างสบายไม่ชันมาก นัก
สบาย ๆ กับอากาศเย็นๆ

และแล้วก็ถึงซำกกโดนที่พักก่อนจะสุดท้ายก่อนจะถึงหลัแป
มีห้องน้ำห้องท่าให้ทำภาระกิจส่วนตัวได้
ไม่ต้องกลัวมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่
เมื่อเดินมาถึงด้านช้างจะมีอีกทางหนึ่งที่ไปได้ แต่จะไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินเพราะจะมีความอันตรายมากเมือเลยด่านช้างมาก็จะถึงซำแคร่ซึ่งจะเป็นซำสุดท้ายก่อนขึ้นหลังแป และจะมีร้านอาหารอยู่จุดสุดท้ายแล้วด้วย เส้นทางต่อจากนี้ไปจะเป็นเส้นทางที่โหดที่สุดในภูกระดึงเลยก็ว่าได้เพราะทางชันมาก ๆ และระยะทางก็ประมาณ 1300 เมตรไม่มีแนวราบเลย ผมจึงยกให้ช่วงนี้เป็นช่วงที่นักที่สุด
บางช่วงมีบันไดให้เดินด้วย แต่บางช่วงก็ไม่มี(ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะเหนื่อยมาก)
เมื่อเดินผ่านจุดนั้นมาได้แล้วก็มาถึงจุดที่เรียกว่าพิชิตสักที่
บริเวณหลังแป ต้องเดินไปอีกประมาณ 3700 เมตร เพื่อที่จะถึงที่พัก
ในที่สุดก็ถึงที่พักสักที
จากจุดที่พักกลับไปหลังแป

เมื่อมาถึงจุดที่พักก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เรื่องที่พัก และชุดนอนโดยผมได้เช่าแบบเป็นชุดราคา 60 บาท ประกอบไปด้วยหมอน ถุงนอน ที่รองนอน เช่า 2 คือก็ 120 บาท แล้วเราก็ไปเลือกเต๊นท์ได้ตามสบาย อุณหภูมิประมาณ 15-17 องศา c ในตอนเที่ยง หลังจากนั้นก็รอกระเป๋า เมื่อกระเป๋ามาก็จ่ายเงิน แล้วก็ไปอาบน้ำ และวันนั้นก็เป็นวันเดียวที่ได้อาบน้ำที่ข้างบนนั้น น้ำนั้นเย็นมาก ๆ ถึงมากที่สุด วันแรกนั้นไม่ได้ทำไรมาก เพราะขึ้นมาถึงก็นอนหลับเพราะนั้งรถมาไม่ได้นอนเลย และเดินถ่ายรูปอยู่แถวบริเวณนั้น เมื่อมืดแล้วก็นอนแต่หัวค่ำ แต่ก่อนนอนรู้สึกว่าจะทนอากาศหนาวคืนนี้ไม่ไหวแน่เลยเพราะเวลาประมาณ 5 โมงเย็นอากาศก็ค่อนข้างเย็นมาก เลยตัดสินใจไปเช่าผ้านวมมา ค่าเช่าก็ 20 บาทต่อคืน 2 คืนก็เป็น 40... จบวันที่หนึ่งแล้วนะครับเดี่ยวตอนหน้าจะมาต่อตอนที่ 2