Saturday, 31 January 2009

ภูกระดึงหลังปีใหม่ ### ตอนที่ 3 ###

ตอนนี้ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายแล้วสำหรับทริปในครั้งนี้ วันนี้เป็นวันที่เดินทางกลับแล้วไม่น่าเชื่อเลยเวลาผ่านไปเร็วมาก ดูเหมือนเที่ยวไม่ค่อยเท่าไรเลยก็ต้องกลับซะแล้ว แต่ไม่เป็นไร งานเลี้ยงยังมีวันที่เลิกลา นั้นการพักผ่อนก็ต้องมีวันที่สินสุดเหมือนกัน
วันนี้ตื่นแต่เช้า ล้างหน้าจัดการภาระกิจของตัวเองเรียบร้อย จากนั้นก็กลับมาเก็บที่นอนเพื่อที่จะนำไปคืนเจ้าหน้าที่ เมื่อเอาไปคืนเจ้าหน้าที่เสร็จก็จะได้รับบัตรประชาชนคืนมา จากนั้นก็นำกระเป๋าไปที่ชั่งน้ำหนัก โอ้...ลืมบอกไปว่าเมื่อวานเจ้าหน้าที่จะประกาศถามว่าใครต้องการลูกหาบให้มาติดต่อ ถ้าไม่ไปติดต่อจะไม่มีลูกหาบให้นะครับ ควรทำตามเจ้าหน้าที่บอก เมื่อส่งกระเป๋าให้ลูกหาบเสร็จก็เตรียมเดินลงแล้วครับ ผมเริ่มเดินลงมาตั้งแต่ 8.30 น. เดินลงมาเรื่อยๆ สบาย ๆ แต่รู้สึกตึง ๆ ขา จากที่เมื่อวันที่ 2 เดินหนักและเดินเร็ว แต่ก็ไม่เป็นไรเดินลงมาเรื่อยถึงที่ทำการด้านล่างประมาณ 12.00 น. โดยที่แวะทานข้าวที่ซำแฮกประมาณ 30 นาที เมื่อลงมาถึง ลูกหาบก็ลงมาถึงพร้อม ๆ กันโชคดีไม่ต้องรอนาน จากนั้นก็ไปรับกระเป๋าจ่ายเงินให้ลูกหาบ 105 บาท เท่ากับขาขึ้นไป จากนั้นก็นำขยะที่มัดจำไว้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเอาเงินมัดจำคืน และไม่เอาใบประกาศผู้พิชิตภูกระดึงโดยต้องเสียค่าธรรมเนียม 20 บาท เมื่อทำอะไรเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่รอคอยแล้วครับ... ก็คือการอาบน้ำอ่ะครับหลังจากที่เมื่อวานไม่ได้อาบน้ำเลยลงมายังไงก็ต้องอาบให้ได้อ่ะครับน้ำข้างล่างเย็นน้อยกว่าข้างบน เวลาอาบก็พอทนได้ครับ
บริเวณด้านล่างอุทยานแห่งชาติภูกระดึง


ก่อนกลับขอแสดงความสำเร็จอีกสักหน่อย

หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก็คิดว่าจะไปขึ้นรถที่ขอนแก่นเพื่อที่จะด้ถึงกรุงเทพเช้า แต่ถ้านั้งรถกลับที่ผานกเค้า รถจะไปถึงดึก จะกลับบ้านลำบาก (คือไม่อยากขึ้นแทกซี่) ก็เลยจะไปต่อรถที่ขอนแก่นเพื่อเข้ากรุงเทพ การขึ้นรถไปจังหวัดขอนแก่นนั้นก็แสนสบายโดยที่ ให้รถสองแถวมาส่งที่ท่ารถภูกระดึงจากนั้นก็รอรถเมล์สาย เลย-ขอนแก่น มา (รถมีทุก 30 นาที) ซึ่งขอบอกไว้ก่อนว่าระยะทาง 130 กิโลเมตรโดยประมาณ รถสามารถทำเวลาได้เยี่ยมมาก โดยใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงเลยที่เดียว ถ้าใครรีบก็ต้องทำใจอ่ะครับ ค่ารถโดยสารนั้น 85 บาทครับ ถึงมันจะช้าแต่ก็ได้รู้ถึงบรรยายการคนที่โดยสารไปกับรถเหมือนกัน รถจะจอดเวะตามจุดใหญ่ๆ เช่น อำเภอชุมแพ ๆลๆ นั้งมาเรื่อยจนถึงขอนแก่นประมาณ 17.30 น. เมื่อมาถึงขอนแก่นก็งงสิครับ ไม่เคยมาเองเลย เคยมาครั้งหนึ่งนานมากแล้วมารถส่วนตัวเอง พอมาถึงจะตีตั้วเข้ากรุงเทพ ตรงไหนก็ไม่รู้ แต่ใจอยากนั้งรถไฟกลับ แต่ข้อมูลไม่ได้เตรียมมาแล้วครับ จากบขส.ขอนแก่นไปสถานีรถไฟยังไงก็ไม่รู้ รถไฟมีรอบกี่โมงก็ไม่รู้ ตั้วจะเต็มรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไรไปตายเอาดาบหน้าก็ได้ ก็อาศัยมิตไมตรีถามคนแถวนั้นซึ่งคนแถวนั้นก็ใจดีเต็มใจบอกทุกคน (จริงๆ ก็เหมารถไปก็ได้แต่ใจผมไม่อยากเหมาไปเพราะกลัวโดนฟันเห็นเราแปลกถิ่นคิดว่าโดนแน่ๆ) เค้าเลยบอกให้รอรถสองแถวที่เขียนว่าสถานีรถไฟ นั้นเละไปได้เลยผมก็รอสักพักรถก็มา แต่ก็ขึ้นถามสักที่เพื่อความแน่ใจ ค่ารถสองแถว คนละ 8 บาท เมื่อถึงสถานีรถไฟก็ไปจองตั้วแต่ดูรอบรถแล้วมีถึง 3 รอบที่จะเข้ากรุงเทพตั้งแต่ 2 ทุ่ม 3 ทุ่ม และ 4 ทุ่ม โดยที่รอบ 4 ทุ่ม เป็นรถไฟฟรี แต่ผมเลือกรอบ 3 ทุ่ม ชั้น 2 เพราะจะได้หลับสบายหน่อยกลัวชั้น 3 เต็ม และนอนไม่สบาย ราคารถไฟซึ่งเป็นรถด่วนที่นั้งละ 329 บาท ซึ่งรถไฟรอบนี้จะไปถึงกรุงเทพ 6 โมงเช้า แต่ผมนั่งรถไฟเป็นประจำรู้อยู่แล้วว่าต้องช้า แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิด ไปถึงกรุงเทพ 8 โมงกว่าเลย ดีนะที่ขึ้นรอบนี้ถ้ารอขบวนฟรีสงสัยถึงเที่ยงแน่ แต่ก็เข้าใจระบบรถไฟในบ้านเราเพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐน้อย เก่า เสียบ่อย มันก็ต้อง ช้าเป็นธรรมดา จากนั้นก็กลับถึงกรุงเทพโดยสวัสภาพ ทริปนี้ใช้เงินไปตกคนละ 2000 กว่าบาท ถือว่าไม่เยอะมาก เพราะกินอย่างสบาย (ถ้ากินประหยัดกว่านี้อาจจะลดได้ประมาณ 300 ได้) ไป 2 คนนะครับ ถ้าไปคนเดี่ยวคนแพงกว่านี้

บขส.อำเภอชุมแพ

บริเวณสถานีรถไฟขอนแก่น

ป้ายประเพณี

บริเวณชานชลาสถานีรถไฟขอนแก่น

ภายในตู้รถไฟชั้น 2 ชนิดพัดลม

สุดท้ายนี้การรีวิวในครั้งนี้อาจมีการพิมพ์ตกหล่นไปบ้าง พิมพ์ผิดบ้าง ก็ของอภัยมา ณ ทีนี้ด้วย ผมจะพยายามที่จะทำให้ดีขี้น ทั้งนี้ขอขอบคุณทุกคนที่ได้คุยกันระหว่างทาง ที่ให้ความช่วยเหลือกัน และที่ติดตามบทความนี้มาถึงตอนสุดท้าย

ขอบคุณครับ....

No comments: