Tuesday, 27 January 2009

ภูกระดึงหลังปีใหม่ ### ตอนที่ 1###

หลังจากช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมไม่ได้มีโอกาศไปเที่ยวไหนเลย ทั้งไม่รุ้ว่าจะไปไหนและไม่อยากไปเบียด กับใครเพราะรู้อยู่แล้วว่าช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาคนเยอะขนาดไหน ดังนั้นผมจึงไม่ได้ออกไปเที่ยว ต่อจากนั้นเปิดเทอมมาหลังจากหยุดปีใหม่ก็รู้ว่า มหาวิทยาลัยจะหยุดในวันที่ 10-18 ม.ค. เนื่องจากการแข่งขันกีฬามหาลัย ก็เลยมีความคิดที่จะไปเที่ยวเกิดขึ้น กอปกับช่วงนั้นอากาศก็แสนจะหนาว เหมาะสำหรับไปเที่ยวภาคเหนือหรือไม่ก็อีสาน ตอนแรกก็ดู ดูว่าจะไปที่ไหนดีพอดูไปดูมาแล้ว ก็คัดมา 2 ที่ ที่น่าสนใจสำหรับผม ระหว่างเชียงคานและภูกระดึง ในจังหวัดเลยเหมือนกัน ที่เลือกเชียงคานเพราะดูเป็นเมืองที่เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนที่ดี แต่ภูกระดึงก็อยากจะไปดูสักครั้ง อยากจะพิชิตภูกระดึงดู เดี๋ยวพอแก่ตัวไปเดี๋ยวจะเดินไม่ไหว ประจวบเหมาะกับอุณหภูมิที่จังหวัดเลยนั้นมีอุณหภูมิหนาวมาก และที่ภูกระดึงนั้นถึงกับเกิด แม่คนิ้ง เลยอยากจะไปพิสูจน์ความหนาวเย็น เลยเลือกไปที่ ภูกระดึง ก็เลยวางแผนจัดเตรียมหาข้อมูลที่จะไป การไปเที่ยวครั้งนี้ได้ไปในวันที่ 12-16 ม.ค. 52 ที่ผ่านมา
เริ่มต้นจากการไปจองตั้ว กรุงเทพ-ผานกเค้า รอบ 22.35 น. ซึ่งเป็รรถ VIP 32 ที่นั้ง ราคา 418 บาท ที่เลือกรอบนี้เพราะ จะได้ไปถึงที่ผานกเค้าเกือบเช้าจะได้ไม่ต้องไปนั้งรอ
พอซื้อตั้วเสร็จก็กลับบ้านมานอนเอาแรง เพราะคืนนี้รถจะออกกลัวจะนอนไม่หลับ เพราะไม่ค่อยชอบนอนในรถ ไปถึงหมอชิตเวลา 19.00 น. เดินหาอะไรกินหน่อยรอท้อง เพื่อขึ้นรถไปจะหิว แต่ไม่อย่างนั้นเลย พอขึ้นรถไปของแจกมากมาย เริ่มจากน้ำ ขนม นม และยังเหลือหางตั้วอีก 15 บาท เพื่อไปแลกที่จุดพักรถแถวปากช่อง
ระยะห่างระหว่างที่นั้งกว้างพอสมควร นั้งสบาย
รถเริ่มออกจากหมอชิตแล้ว

เมื่อถึงที่ผานกเค้า ก็ลงมาเอากระเป๋า แต่เมื่อลงมา ก็เกิดอาการหนาวมาก พูดควันออกปากเลยถุงมือที่ใส่อยู่เอาไม่ไหวครับ เลยต้องไปซื้อถุงมือมาใส่ใหม่ที่ให้ความอบอุ่นมากกว่านี้ ก็เลยโดนไป 80 บาท หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวที่ร้านเจ็กิม ซึ่งอยู่บริเวณนั้น ร้านนี้รับจองตั้งรถทัวร์ด้วย
บรรยายกาศร้านเจ๊กิมมีผู้คนพอสมควร

พอล้างหน้า ล้างตาทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จก็เตรียมตัวจะไปขึ้นรถสองแถวเพื่อที่จะไปภูกระดึง ก่อนไปนั้นอย่าลืมถ่ายรูป ผานกเค้า ด้วยนะครับแสงกำลังสวยเช้าอย่างนี้
ผานกเค้ายามเช้า
จากนั้นก็นั้งรถสองแถวไปภูกระดึงรอให้คนเต็มก่อนแล้วค่อยไปจะคนละ 20-25 แล้วแต่คน แต่ถ้าจะเหมาไปก็ 200 บาทนั้งรถสองแถวประมาณ
15 นาที ก็ถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ในตอนนั้งรถนั้นอากาศหนาวมาก ถ้าใครจะไปช่วงหน้าหนาวนั้นควรจะเตรียนเสื้อหนาวให้ดีที่สุด เพราะมันหนาวจึง ๆ
เมื่อมาถึงภูกระดึงแล้วก็ลงไปจองเต็นท์กับเจ้าหน้าที่ เลือกขนาดเต๊นท์ตามใจชอบ ราคามีตั้งแต่ 225-500 บาท ส่วนผมได้จองขนาด 2-3 คน
ราคา 225 ต่อคืน จอง 2 คืนราคา 450 บาท แล้วก็จ่ายเงินกับเจ้าหน้าที่พอทั้งรับใบเสร็จเพื่อที่จะเอาใปเสร็จไปยืนยันด้านบนว่าเราจ่ายตั้งแล้ว
ต่อจากนั้นก็เดินไปจุดบริการลูกหาบเพื่อที่จะจ้างแบกของขึ้นไป ราคาก็กิโลละ 15 บาท ของผม 2 คน ซัดไป 7 โล แล้วก็เดินไปเสียค่าเข้าอุทยาน ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท และนักเรียนนักศึกษา 20 บาท(โชว์บัตรให้เจ้าหน้าที่ดู) แล้วถ้าเกิดเรามีขวดน้ำหรือวัสดุที่จะทำให้เกิดขยะเรากต้องไปมัดจำขยะของเรากับเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะขึ้นด้านบนและถ้าเก็บขยะลงมาได้ 1 กิโลกรัมขึ้นไป เราก็จะได้ใบประกาศ
ก่อนที่จะขึ้นต้องผ่านทางนี้
เมื่อหันหลังกลับไป
ก่อนจะขึ้นไหว้สิ่งสักสิทธิ์ขอพรให้คุ้มครองระหว่างที่เที่ยว
ดูแผนที่ก่อนจะขึ้น จะได้วางแผนการเดินที่ถูกต้อง
การทำงานที่หนักของพวกเค้าเป็นเบื้องหลังของพวกเรา
ป้ายก่อนขึ้นภูกระดึง
เส้นทางข้างหน้าดูแล้วไม่ยากนักดูทางแล้วน่าจะผ่านได้สบาย ไม่เห็นเหนื่อยเลยก่อนถึงซำแฮกผมคิดว่าเหนื่อยเป็นอันดับ 2 ของที่นี่ เพราะทางค่อนข้างชั้นแต่มีบันไดก็ยังดีขึ้นหน่อย
อีก 200 เมตร ทำไมมันไกลจังยิ่งเดินยิ่งเหนื่อยทำไมมันไกลจังเลยไอ้ 200 เมตรนิ

ถึงแล้วซำแฮก แฮกตามชื่อจริง
แต่ก็เจอบรรยายกาศอย่างนี้ก็หายเหนื่อยเลย

แล้วก็เดินต่อไป ทางเดินต่อไปค่อนข้างสบายไม่ชันมาก นัก
สบาย ๆ กับอากาศเย็นๆ

และแล้วก็ถึงซำกกโดนที่พักก่อนจะสุดท้ายก่อนจะถึงหลัแป
มีห้องน้ำห้องท่าให้ทำภาระกิจส่วนตัวได้
ไม่ต้องกลัวมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่
เมื่อเดินมาถึงด้านช้างจะมีอีกทางหนึ่งที่ไปได้ แต่จะไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินเพราะจะมีความอันตรายมากเมือเลยด่านช้างมาก็จะถึงซำแคร่ซึ่งจะเป็นซำสุดท้ายก่อนขึ้นหลังแป และจะมีร้านอาหารอยู่จุดสุดท้ายแล้วด้วย เส้นทางต่อจากนี้ไปจะเป็นเส้นทางที่โหดที่สุดในภูกระดึงเลยก็ว่าได้เพราะทางชันมาก ๆ และระยะทางก็ประมาณ 1300 เมตรไม่มีแนวราบเลย ผมจึงยกให้ช่วงนี้เป็นช่วงที่นักที่สุด
บางช่วงมีบันไดให้เดินด้วย แต่บางช่วงก็ไม่มี(ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะเหนื่อยมาก)
เมื่อเดินผ่านจุดนั้นมาได้แล้วก็มาถึงจุดที่เรียกว่าพิชิตสักที่
บริเวณหลังแป ต้องเดินไปอีกประมาณ 3700 เมตร เพื่อที่จะถึงที่พัก
ในที่สุดก็ถึงที่พักสักที
จากจุดที่พักกลับไปหลังแป

เมื่อมาถึงจุดที่พักก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เรื่องที่พัก และชุดนอนโดยผมได้เช่าแบบเป็นชุดราคา 60 บาท ประกอบไปด้วยหมอน ถุงนอน ที่รองนอน เช่า 2 คือก็ 120 บาท แล้วเราก็ไปเลือกเต๊นท์ได้ตามสบาย อุณหภูมิประมาณ 15-17 องศา c ในตอนเที่ยง หลังจากนั้นก็รอกระเป๋า เมื่อกระเป๋ามาก็จ่ายเงิน แล้วก็ไปอาบน้ำ และวันนั้นก็เป็นวันเดียวที่ได้อาบน้ำที่ข้างบนนั้น น้ำนั้นเย็นมาก ๆ ถึงมากที่สุด วันแรกนั้นไม่ได้ทำไรมาก เพราะขึ้นมาถึงก็นอนหลับเพราะนั้งรถมาไม่ได้นอนเลย และเดินถ่ายรูปอยู่แถวบริเวณนั้น เมื่อมืดแล้วก็นอนแต่หัวค่ำ แต่ก่อนนอนรู้สึกว่าจะทนอากาศหนาวคืนนี้ไม่ไหวแน่เลยเพราะเวลาประมาณ 5 โมงเย็นอากาศก็ค่อนข้างเย็นมาก เลยตัดสินใจไปเช่าผ้านวมมา ค่าเช่าก็ 20 บาทต่อคืน 2 คืนก็เป็น 40... จบวันที่หนึ่งแล้วนะครับเดี่ยวตอนหน้าจะมาต่อตอนที่ 2

1 comment:

Anonymous said...

รูปสวยดีว่ะ เดินขึ้นนี่มันเหนื่อยจริงๆเว้ย

ขอบใจที่แนะนำหลายๆอย่าง

http://el-maximus.exteen.com

ลงไว้เหมือนกัน ไปดูได้